Saturday, June 22, 2013

เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุสำคัญอย่างไร
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุสำคัญอย่างไร
ในคนสูงอายุจะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ)  โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้มีอัตราตายสูงขึ้นในผู้สูงอายุ  และมีผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง  เช่น  ทำงานไม่ได้ดีเท่าที่ควร  เหนื่อยง่ายขึ้น  และเป็นภาระกับครอบครัวและสังคมมาขึ้น  ในสมัยก่อนการรักษาภาวะนี้ทำได้จำกัด  แต่ด้วยวิวัฒนาการในปัจจุบันพบว่ามีการรักษาได้หลายวิธีมาก  จึงเป็นผลให้สามารถลดอัตราตาย  และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ถ้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ  อย่างไรก็ตาม  ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคหัวใจกลุ่มนี้  จะยิ่งใช้เงินเป็นจำนวนมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคที่เป็น  ฉะนั้น  ถ้าเราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้จะเป็นการดีกว่าที่มาตามแก้ที่ปลาย เหตุ  อันอาจทำให้มีการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร  มีการทุพพลภาพ  หรือเสียค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดได้อย่างไร  ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง

โรคจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีผนังหลอดเลือดหนาตัวซึ่งอาจจะเป็นผลจากมีผลึกไขมัน ไปเกาะ  หรือมีพังผืดอันเป็นผลจากความเสื่อมหรือมีปัจจัยอื่นๆไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ หนาตัวขึ้น  ทำให้เลือดไหลผ่านไม่สะดวก  เป็นผลให้หัวใจขาดเลือดได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ว่านี้ได้แก่ โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  การสูบบุหรี่  ไขมันในเลือดสูง  อายุที่มากขึ้น  อ้วน  การไม่ค่อยออกกำลังกาย  จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างๆที่กล่าวมา  สามารถแก้ไขหือทำให้ดีขึ้นได้  แต่ประการหนึ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ คือ อายุที่เพิ่มขึ้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

โดยทั่วไปแล้ว คนมักจะเข้าใจว่าอาการของโรคนี้คือ อาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย และลักษณะอาการเจ็บจะเป็นอย่างไรได้ เช่น เจ็บเสียวแปล๊บๆ เจ็บจี๊ดๆ เป็นวินาที หรือนาที ซึ่งจริงๆ แล้ว ลักษณะที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
ลักษณะเฉพาะทางของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จะมีดังนี้ คือ อาการเจ็บหน้าอกจะต้องเป็นที่บริเวณกลางหน้าอกตรงบิเวณเหนือลิ้นปี่ขึ้นมา เล็กน้อย ลักษณะจะต้องเป็นแบบแน่นๆ หน้าอกเหมือนมีอะไรมาบีบรัด หรือมีของหนักๆ มาทับอกอยู่ อาจมีอาการร้าวไปที่บริเวณไหล่ซ้าย และแขนซ้าย หรือร้าวไปที่กรามทั้งสองข้าง และที่สำคัญมักจะสัมพันธ์กับการออกแรงหรือออกกำลังกาย เพราะช่วงนั้นหัวใจจะต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น แต่เลือดไปไม่ได้เพราะว่ามีหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบอยู่ อาการที่เป็นอยู่จะต้องนานเป็นนาทีขึ้นไป เพราะฉะนั้น ถ้ามีอาการ เสียวแปล๊บๆ เป็นวินาที เป็นด้านซ้ายของหน้าอกไม่สัมพันธ์กับการออกแรง (ซึ่งจะเป็นอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยๆ) ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นจากหลอดเลือดหัวใจตีบ
อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยมีอาการเฉพาะทางของโรคนี้ครบทุกอย่าง แต่ไม่สัมพันธ์กับการออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้สงสัยว่าอาจจะไม่ใช่เป็นการขาดเลือดธรรมดา อาจจะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดขึ้น อย่างกระทันหัน ไม่ใช่แค่หลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ส่วนใหญ่พวกนี้อาการจะรุนแรงมากกว่าการขาดเลือด มักมีอาการเหงื่อออกจะเป็นลมร่วมด้วย โรคนี้จะมีอันตรายมากกว่าโรคหัวใจขาดเลือด และมีผลแทรกซ้อนมากกว่า

ถ้ามีอาการคล้ายหรือเหมือนอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบควรทำอย่างไร

โรคนี้ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิต ลดการเกิดทุพพลภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมาก ฉะนั้น เมื่อสงสัยว่ามีอาการดังกล่าว จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว จากที่กล่าวไว้แล้วว่า อาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นได้จาก 2 กรณี คือ เกิดจากการขาดเลือด เนื่องจากหลอดเลือดหัวใตีบ หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย จากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน

การปฎิบัติตัวใน 2 กรณีมีความแตกต่างกันดังนี้

  1. ถ้าเป็นจากการขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบ กล่าวคือ มีอาการขณะออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้ปฎิบัติตัวดังนี้ ให้หยุดการออกแรง หรือออกกำลังกายที่มากจนทำให้เกิดอาการ และไปพบแพทย์โดยเร็ว แต่ไม่ถึงกับฉุกเฉิน
  2. ถ้าเป็นจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย จากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน กล่าวคือ มีอาการในขณะพักหรืออยู่เฉยๆ โดยมีอาการค่อนข้างมาก ให้ไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด (ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม เพราะว่า โรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดตอนกลางคืน) แลควรไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะว่ากล้ามเนื้อหัวใจตายที่เกิดจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ นั้น กล้ามเนื้อจะตายเกือบทั้งหมดภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเราแก้ไขได้ก่อน 4-6 ชั่วโมง จะสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในปัจจุบันมียาฉีดที่สามารถละลายก้อนเลือดที่ไปอุดตันหลอดเลือดได้ ลดีมาก ฉะนั้น ถ้ามีอาการของโรคนี้เกิดขึ้น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไมควรปล่อยไว้นานเกิน 4-6 ชั่วโมง โดยควรไปโรงพยาบาลที่ใกล้มากที่สุด เพราะว่าถ้าไปหลังจาก 4-6 ชั่วโมงแล้ว ผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผลเลย

ภาวะหัวใจขาดเลือดสามารถป้องกันได้หรือไม่ ถ้าทำได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ ควรทำอย่างไร

ป้องกันได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สุูบบุหรี่ อ้วน การป้องกัน คือ ให้ควบคุมและรักษาโรค 3 โรคดังกล่าวข้างต้น เลิกสูบบุหรี่ โดยเด็ดขาด เรื่องอ้วนต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่

พบว่า การออกกำลังกายนอกจากช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงแล้ว ยังพบว่า สามารถลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ด้วย

วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมควรทำอย่างไร

โดยทั่วไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที

ควรเลือกออกกำลังกายแบบใด

แนะนำให้ออกกำลังกายแบบใดก็ได้ ขอให้เป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายตลอดเวลา เช่น ว่ายน้ำ เดิน วิ่ง เล่นกีฬา แต่การออกกำลังกายที่ใช้การเกร็งกล้ามเนื้อ หรือไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายมักจะไม่แนะนำ เช่น การยกน้ำหนัก

จะออกกำลังกายได้มากหรือน้อยขนาดไหน

โดยปกติ ไม่จำเป็นต้องหักโหม ให้ทำเท่าที่ร่างกายจะรับได้ โดยมีหลักง่ายๆ คือ ให้ออกกำลังกายโดยให้มีชีพจรเต้นเพิ่มขึ้นมากกว่า ขณะพัก ตั้งแต่ 10 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ขณะพักจับชีพจร ได้ 70 ครั้งต่อนาที เราควรออกกำลังกายในปริมาณที่ทำให้ชีพจรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 80 ครั้งต่อนาที หรือมากกว่า อย่างไรก็ตามถ้าจะออกกำลังกายมากกว่าที่กำหนดไว้ ทั้งปริมาณและจำนวนวันก็สามารถกระทำได้ แต่มักไม่ได้ช่วยในการป้องกันโรค แต่จะช่วยให้กล้ามเนื้อของร่างกายแข็งแรงขึ้น

มีการศึกษาเปรียบเทียบวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุไทยระหว่างวิธีการขยายด้วยบอลลูนกับการใส่ขดโลหะค้ำยันหรือไม่

ทางโรงพยาบาลศิริราชได้ทำการศึกษาการใส่ขดลวดโลหะค้ำยันในการรักษาโรคหลอด เลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุ พบอัตราสำเร็จสูงกว่า และมีอัตราตีบซ้ำน้อยกว่าการรักษาด้วยการใช้บอลลูน แต่เพียงอย่างเดียว และทั้งสองวิธีใช้การรักษาได้ผลดี และปลอดภัย โดยไม่มีผลแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นในระหว่างการทำ และขณะอยู่ในโรงพยาบาล

สรุปข้อแนะนำเรื่องหลอดเลือดหวใจตีบในผู้สูงอายุเป็นอย่างไร

โดยสรุป โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรืออุดตันกะทันหันเป็นโรคที่ร้ายแรง ทำให้เสียชีวิต หรือทุพพลภาพได้ ตลอดจนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก ฉะนั้น การป้องกันจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยต้องตรวจหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ว่ามีหรือไม่ ถ้ามีต้องรีบควบคุมและรักษา และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เหตุ เช่น เลิกสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ควรมีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดอัตราการเสี่ยงของโรคนี้ลงอีกทางหนึ่ง แต่ถ้าป้องกันไม่ทันและเกิดมีอาการของโรคนี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกัน และแก้ไขอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

กรณีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จากการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องไปพบแพทย์ โดยด่วนภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ

0 comments:

Post a Comment