Saturday, June 22, 2013

ทำความรู้จักกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเกิดจากความผิดปกติในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ ทารกยังอยู่ในครรภ์ของมารดา มีสาเหตุได้หลากหลาย เช่น การติดเชื้อไวรัสในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน หรืออาจเกิดจากการที่มารดาได้รับยา สารเสพติด หรือสารเคมีขณะตั้งครรภ์ นอกจากนั้นยังเกิดขึ้นได้กับทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซม เช่น กลุ่มอาการดาวน์

ทำความรู้จักกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
ส่วนมากอาจสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ แต่มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถป้องกันได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา เนื่องจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์ยังไม่สามารถเข้าถึงหญิงตั้งครรภ์บางกลุ่มได้
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ

  1. ชนิดเขียว หรือ มีออกซิเจนในเลือดต่ำเกิด จาก ความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด หรืออย่างใดอย่างอย่างหนึ่ง โดยความผิดปกตินั้นๆ ทำให้มีเลือดดำปนกับเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย (ปกติแล้วเลือดดำจะไม่ปะปนกับเลือดแดง) ทำให้เด็กอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน ผิวหนังจึงมีสีออกเขียวๆ ม่วงๆ ซึ่งจะเห็นชัดเจนขณะที่ร้องหรือดูดนม กลุ่มนี้มีความผิดปกติได้หลายแบบ และอาการค่อนข้างรุนแรง การเจริญเติบโตของเด็กกลุ่มนี้จะน้อยกว่าปกติมาก เพราะเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำกว่าปกติ
  2. ชนิดไม่เขียว หมายถึงผู้ที่มีความผิดปกติในโครงสร้างของระบบหลอดเลือดและหัวใจ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด โดยไม่มีการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดงกรณีเช่นนี้ไม่ทำให้เกิดอาการเขียว โดยความผิดปกติที่พบอาจเกิดที่ผนังกั้นหัวใจมีรูลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท (รั่ว) หรือเปิดไม่กว้างเท่าปกติ (ตีบ) หรือหลอดเลือดตีบเกินปกติ เป็นต้นสังเกตอาการและอาการแสดงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  • ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจพบแต่เสียงหัวใจผิดปกติโดยบังเอิญ ได้แก่ เสียงฟู่ของหัวใจ
  • อาการหัวใจวาย จากการที่หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น อาจเกิดจากปริมาณเลือดเกิน หรือความดันในห้องหัวใจเพิ่มสูงผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานลดลง หรืออาจพบจากทั้งสองสาเหตุร่วมกัน อาการที่พบได้แก่ เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลัง ในเด็กเล็กมักดูดนมได้ครั้งละน้อยๆ หยุดพักบ่อย หายใจเร็ว น้ำหนักขึ้นช้า และตัวเล็กกว่าปกติ เป็นต้น
  • เป็นลมหมดสติ ส่วนใหญ่อาการนี้พบในรายที่มีอาการตีบแคบอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงในส่วน ลิ้นหัวใจที่ไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายและสมองได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาออกกำลังกาย

การวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
            ต้องอาศัยประวัติ และอาการที่แสดงเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ภาพถ่ายรังสีทรวงอกและหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง การตรวจสวนหัวใจ   การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น การตรวจดังกล่าวจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคและสามารถให้การรักษาต่อไปได้

การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (ชนิดไม่เขียว)
  • รักษาด้วยยา เป็นไปเพื่อการประคับประคองอาการก่อน ใช้ในผู้ป่วยที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและอาจมีโอกาสหายได้เอง เช่น ภาวะผนังหัวใจห้องล่างรั่ว หรือในรายที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ก็ยังคงต้องได้รับยาเพื่อควบคุมอาการ รวมไปถึงการรับยาเพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปอดบวม เป็นต้น
  • การสวนหัวใจ รักษาโดยการใส่อุปกรณ์ผ่านการสวนหัวใจได้ เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนหรือห้องล่างรั่ว ภาวะเส้นเลือดที่เชื่อมเส้นเลือดหัวใจไม่ปิด ในผู้ป่วยที่มีอาการตีบของลิ้นหัวใจหรือเส้นเลือด ก็อาจทำการบอลลูนเพื่อขยายลิ้นหัวใจและเส้นเลือดได้
  • การผ่าตัด ทำในรายที่เป็นมาก รักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของหัวใจ ผลของการผ่าตัดส่วนใหญ่มักได้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการผ่าตัดยังขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติของ หัวใจ รวมทั้งสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

เด็กกับภาวะหัวใจล้มเหลว

            ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว ดูดนมแล้วเหนื่อยต้องหยุดเป็นระยะๆ และใช้เวลาดูดนมนาน หรือดูดนมไม่หมด น้ำหนักตัวขึ้นช้าหรือตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เหงื่อออกมากบริเวณศีรษะ บวม เปป็นหวัดบ่อย ปอดอักเสบง่ายและหายช้า อาจพบร่วมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือในผู้ป่วยบางรายนั้นก็สามารถเกิดขึ้นในภายหลังได้ ต้องได้รับยาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องรวมถึงการรับประทานยา บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาบุตรหลานอย่าง จริงจัง

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย
  • ระมัดระวังในการใช้ยา เพราะผู้ป่วยโรคหัวใจอาจต้องได้รับยาหลาย ทั้งชนิด ขนาด และเวลาในการใช้ยา ไม่ควรลดหรือเพิ่มยาเอง ถ้ายาหมดก่อนเวลานัดหมายแพทย์ครั้งต่อไป ต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยาก่อน ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย ผู้ปกครองควรใส่ใจรายละเอียดของยา อีกทั้งยังต้องหมั่นสังเกตอาการและรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิด ปกติ
  • ให้อาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความรุนแรงของโรค สำหรับเด็ก
อายุตั้งแต่แรกเกิด -  1 ปี
นม ถ้าไม่สามารถให้นมแม่ได้อาจจะให้นมผสมที่มีเกลือต่ำ ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะหัวใจวายอาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณนมในแต่ละวัน
อาหารเสริม สามารถให้ได้แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มหรือการเติมน้ำปลา เกลือ หรือซีอิ๊วเพิ่ม
อายุมากกว่า 1 ปี ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และให้พลังงานสูง เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ นม และพืชผักต่างๆ
  • การได้รับภูมิคุ้มกัน สามารถให้ได้เหมือนเด็กปกติ และควรได้รับวัคซีนเสริมบางชนิด เช่น วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และนิวโมคอคคัลคอนจูเกต
  • หมั่นดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ควรให้ผู้ป่วยดูดน้ำตามหลังดูดนมและไม่ควรให้ขวดนมที่เด็กดูดในขณะนอน ควรหัดให้เด็กเลิกดูดนมหลังมีอายุ 1 ปีครึ่ง เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะฟันผุ
  • หมั่นพบทันตแพทย์เพื่อตรวจรักษาฟันทุก 6 เดือน และต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ เพราะอาจต้องได้รับยาป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ
  • งดการออกกำลังกายที่หักโหม โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะจำกัดการออกกำลังกายที่หักโหมเฉพาะในรายที่มีอาการ โดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการ ก็จะไม่จำกัดการออกกกำลัง ให้เล่นได้เหมือนปกติ แต่ไม่สมควรให้ผู้ป่วยเป็นนักกีฬา
  • ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ เด็กที่เป็นโรคหัวใจจะมีแนวโน้มติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กปกติ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงบุคคลที่กำลังป่วยหรือมีอาการหวัด ไอ มีน้ำมูก และควรหลีกเลี่ยงการพาผู้ป่วยไปในที่ชุมชนเพื่อลดดอกาสการติดเชื้อ
  • ควรพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง นอกจากนี้แล้ว หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ อาทิ เหนื่อยหรือหนังตาบวมมากขึ้น นอนราบไม่ได้ หรือปัสสาวะออกน้อย ก็ต้องรีบมาพบแพทย์โรคหัวใจโดยทันทีเช่นกัน
  • ดูแลลูกรักเรื่องการขับถ่าย ควรฝึกให้เด็กขับถ่ายให้เป็นเวลาจนติดเป็นนิสัย อย่าให้ท้องผูกเพราะการเบ่งถ่ายทำให้เด็กเหนื่อยง่าย อาจทำให้ขาดออกซิเจนเฉียบพลันได้ ควรเพิ่มอาหารที่มีเส้นใยต่างๆ เช่น ผักและผลไม้ รวมไปถึงเครื่องดื่ม เช่น น้ำส้ม น้ำลูกพรุน น้ำมะขาม เป็นต้น

0 comments:

Post a Comment