Saturday, June 22, 2013
เอา "มัน" ออกไป ชีวิตไกลคอเลสเตอรอล
เอา "มัน" ออกไป ชีวิตไกลคอเลสเตอรอล
คอเลสเตอรอล คือ ไขมันชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระแสเลือด ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย แต่ถ้าหากมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินไป คือ เกินกว่า 200 มก./เดซิลิตร ซึ่งทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุด ตัน ส่งผลให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญจนกระทั่งก่อให้เกิดความพิการ หรืออาจรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ปัญหาหัวใจพิการแต่กำเนิด
ปัญหาหัวใจพิการแต่กำเนิด
ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงเนื้อ เยื่อต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า หรือตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ในผู้ป่วยบางรายนั้นก็สามารถเกิดขึ้นในภายหลังได้ เด็กเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับยาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรับประทานอาหาร บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาบุตรหลานอย่าง จริงจังรุ่นใหญ่...ใจต้องแกร่ง ออกกำลังกาย ลดเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ
รุ่นใหญ่...ใจต้องแกร่ง ออกกำลังกาย ลดเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ
หัวใจกับภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจ เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตลอดเวลา ฉะนั้นหากหลอดเลือดหัวใจเกิดการตีบอุดตัน ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือตายไป ทำให้หัวใจบีบตัวได้ไม่ดี เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ผลที่ตามมาคือ หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างเพียพอ และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุสำคัญอย่างไร

ในคนสูงอายุจะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ) โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้มีอัตราตายสูงขึ้นในผู้สูงอายุ และมีผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เช่น ทำงานไม่ได้ดีเท่าที่ควร เหนื่อยง่ายขึ้น และเป็นภาระกับครอบครัวและสังคมมาขึ้น ในสมัยก่อนการรักษาภาวะนี้ทำได้จำกัด แต่ด้วยวิวัฒนาการในปัจจุบันพบว่ามีการรักษาได้หลายวิธีมาก จึงเป็นผลให้สามารถลดอัตราตาย และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ถ้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคหัวใจกลุ่มนี้ จะยิ่งใช้เงินเป็นจำนวนมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคที่เป็น ฉะนั้น ถ้าเราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้จะเป็นการดีกว่าที่มาตามแก้ที่ปลาย เหตุ อันอาจทำให้มีการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร มีการทุพพลภาพ หรือเสียค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา
ลักษณะเฉพาะทางของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จะมีดังนี้ คือ อาการเจ็บหน้าอกจะต้องเป็นที่บริเวณกลางหน้าอกตรงบิเวณเหนือลิ้นปี่ขึ้นมา เล็กน้อย ลักษณะจะต้องเป็นแบบแน่นๆ หน้าอกเหมือนมีอะไรมาบีบรัด หรือมีของหนักๆ มาทับอกอยู่ อาจมีอาการร้าวไปที่บริเวณไหล่ซ้าย และแขนซ้าย หรือร้าวไปที่กรามทั้งสองข้าง และที่สำคัญมักจะสัมพันธ์กับการออกแรงหรือออกกำลังกาย เพราะช่วงนั้นหัวใจจะต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น แต่เลือดไปไม่ได้เพราะว่ามีหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบอยู่ อาการที่เป็นอยู่จะต้องนานเป็นนาทีขึ้นไป เพราะฉะนั้น ถ้ามีอาการ เสียวแปล๊บๆ เป็นวินาที เป็นด้านซ้ายของหน้าอกไม่สัมพันธ์กับการออกแรง (ซึ่งจะเป็นอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยๆ) ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นจากหลอดเลือดหัวใจตีบ
อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยมีอาการเฉพาะทางของโรคนี้ครบทุกอย่าง แต่ไม่สัมพันธ์กับการออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้สงสัยว่าอาจจะไม่ใช่เป็นการขาดเลือดธรรมดา อาจจะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดขึ้น อย่างกระทันหัน ไม่ใช่แค่หลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ส่วนใหญ่พวกนี้อาการจะรุนแรงมากกว่าการขาดเลือด มักมีอาการเหงื่อออกจะเป็นลมร่วมด้วย โรคนี้จะมีอันตรายมากกว่าโรคหัวใจขาดเลือด และมีผลแทรกซ้อนมากกว่า
ในคนสูงอายุจะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ) โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้มีอัตราตายสูงขึ้นในผู้สูงอายุ และมีผลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เช่น ทำงานไม่ได้ดีเท่าที่ควร เหนื่อยง่ายขึ้น และเป็นภาระกับครอบครัวและสังคมมาขึ้น ในสมัยก่อนการรักษาภาวะนี้ทำได้จำกัด แต่ด้วยวิวัฒนาการในปัจจุบันพบว่ามีการรักษาได้หลายวิธีมาก จึงเป็นผลให้สามารถลดอัตราตาย และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ถ้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคหัวใจกลุ่มนี้ จะยิ่งใช้เงินเป็นจำนวนมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคที่เป็น ฉะนั้น ถ้าเราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้จะเป็นการดีกว่าที่มาตามแก้ที่ปลาย เหตุ อันอาจทำให้มีการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร มีการทุพพลภาพ หรือเสียค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดได้อย่างไร ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง
โรคจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีผนังหลอดเลือดหนาตัวซึ่งอาจจะเป็นผลจากมีผลึกไขมัน ไปเกาะ หรือมีพังผืดอันเป็นผลจากความเสื่อมหรือมีปัจจัยอื่นๆไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ หนาตัวขึ้น ทำให้เลือดไหลผ่านไม่สะดวก เป็นผลให้หัวใจขาดเลือดได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ว่านี้ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง อายุที่มากขึ้น อ้วน การไม่ค่อยออกกำลังกาย จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างๆที่กล่าวมา สามารถแก้ไขหือทำให้ดีขึ้นได้ แต่ประการหนึ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ คือ อายุที่เพิ่มขึ้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โดยทั่วไปแล้ว คนมักจะเข้าใจว่าอาการของโรคนี้คือ อาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย และลักษณะอาการเจ็บจะเป็นอย่างไรได้ เช่น เจ็บเสียวแปล๊บๆ เจ็บจี๊ดๆ เป็นวินาที หรือนาที ซึ่งจริงๆ แล้ว ลักษณะที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลักษณะเฉพาะทางของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จะมีดังนี้ คือ อาการเจ็บหน้าอกจะต้องเป็นที่บริเวณกลางหน้าอกตรงบิเวณเหนือลิ้นปี่ขึ้นมา เล็กน้อย ลักษณะจะต้องเป็นแบบแน่นๆ หน้าอกเหมือนมีอะไรมาบีบรัด หรือมีของหนักๆ มาทับอกอยู่ อาจมีอาการร้าวไปที่บริเวณไหล่ซ้าย และแขนซ้าย หรือร้าวไปที่กรามทั้งสองข้าง และที่สำคัญมักจะสัมพันธ์กับการออกแรงหรือออกกำลังกาย เพราะช่วงนั้นหัวใจจะต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น แต่เลือดไปไม่ได้เพราะว่ามีหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบอยู่ อาการที่เป็นอยู่จะต้องนานเป็นนาทีขึ้นไป เพราะฉะนั้น ถ้ามีอาการ เสียวแปล๊บๆ เป็นวินาที เป็นด้านซ้ายของหน้าอกไม่สัมพันธ์กับการออกแรง (ซึ่งจะเป็นอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยๆ) ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นจากหลอดเลือดหัวใจตีบ
อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยมีอาการเฉพาะทางของโรคนี้ครบทุกอย่าง แต่ไม่สัมพันธ์กับการออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้สงสัยว่าอาจจะไม่ใช่เป็นการขาดเลือดธรรมดา อาจจะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดขึ้น อย่างกระทันหัน ไม่ใช่แค่หลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ส่วนใหญ่พวกนี้อาการจะรุนแรงมากกว่าการขาดเลือด มักมีอาการเหงื่อออกจะเป็นลมร่วมด้วย โรคนี้จะมีอันตรายมากกว่าโรคหัวใจขาดเลือด และมีผลแทรกซ้อนมากกว่า
ถ้ามีอาการคล้ายหรือเหมือนอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบควรทำอย่างไร
โรคนี้ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิต ลดการเกิดทุพพลภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมาก ฉะนั้น เมื่อสงสัยว่ามีอาการดังกล่าว จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว จากที่กล่าวไว้แล้วว่า อาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นได้จาก 2 กรณี คือ เกิดจากการขาดเลือด เนื่องจากหลอดเลือดหัวใตีบ หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย จากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหันการปฎิบัติตัวใน 2 กรณีมีความแตกต่างกันดังนี้
- ถ้าเป็นจากการขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบ กล่าวคือ มีอาการขณะออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้ปฎิบัติตัวดังนี้ ให้หยุดการออกแรง หรือออกกำลังกายที่มากจนทำให้เกิดอาการ และไปพบแพทย์โดยเร็ว แต่ไม่ถึงกับฉุกเฉิน
- ถ้าเป็นจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย จากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน กล่าวคือ มีอาการในขณะพักหรืออยู่เฉยๆ โดยมีอาการค่อนข้างมาก ให้ไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด (ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม เพราะว่า โรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดตอนกลางคืน) แลควรไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะว่ากล้ามเนื้อหัวใจตายที่เกิดจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ นั้น กล้ามเนื้อจะตายเกือบทั้งหมดภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเราแก้ไขได้ก่อน 4-6 ชั่วโมง จะสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในปัจจุบันมียาฉีดที่สามารถละลายก้อนเลือดที่ไปอุดตันหลอดเลือดได้ ลดีมาก ฉะนั้น ถ้ามีอาการของโรคนี้เกิดขึ้น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไมควรปล่อยไว้นานเกิน 4-6 ชั่วโมง โดยควรไปโรงพยาบาลที่ใกล้มากที่สุด เพราะว่าถ้าไปหลังจาก 4-6 ชั่วโมงแล้ว ผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผลเลย
ภาวะหัวใจขาดเลือดสามารถป้องกันได้หรือไม่ ถ้าทำได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ ควรทำอย่างไร
ป้องกันได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สุูบบุหรี่ อ้วน การป้องกัน คือ ให้ควบคุมและรักษาโรค 3 โรคดังกล่าวข้างต้น เลิกสูบบุหรี่ โดยเด็ดขาด เรื่องอ้วนต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอการออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่
พบว่า การออกกำลังกายนอกจากช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงแล้ว ยังพบว่า สามารถลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ด้วยวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมควรทำอย่างไร
โดยทั่วไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาทีควรเลือกออกกำลังกายแบบใด
แนะนำให้ออกกำลังกายแบบใดก็ได้ ขอให้เป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายตลอดเวลา เช่น ว่ายน้ำ เดิน วิ่ง เล่นกีฬา แต่การออกกำลังกายที่ใช้การเกร็งกล้ามเนื้อ หรือไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายมักจะไม่แนะนำ เช่น การยกน้ำหนักจะออกกำลังกายได้มากหรือน้อยขนาดไหน
โดยปกติ ไม่จำเป็นต้องหักโหม ให้ทำเท่าที่ร่างกายจะรับได้ โดยมีหลักง่ายๆ คือ ให้ออกกำลังกายโดยให้มีชีพจรเต้นเพิ่มขึ้นมากกว่า ขณะพัก ตั้งแต่ 10 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ขณะพักจับชีพจร ได้ 70 ครั้งต่อนาที เราควรออกกำลังกายในปริมาณที่ทำให้ชีพจรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 80 ครั้งต่อนาที หรือมากกว่า อย่างไรก็ตามถ้าจะออกกำลังกายมากกว่าที่กำหนดไว้ ทั้งปริมาณและจำนวนวันก็สามารถกระทำได้ แต่มักไม่ได้ช่วยในการป้องกันโรค แต่จะช่วยให้กล้ามเนื้อของร่างกายแข็งแรงขึ้นมีการศึกษาเปรียบเทียบวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุไทยระหว่างวิธีการขยายด้วยบอลลูนกับการใส่ขดโลหะค้ำยันหรือไม่
ทางโรงพยาบาลศิริราชได้ทำการศึกษาการใส่ขดลวดโลหะค้ำยันในการรักษาโรคหลอด เลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุ พบอัตราสำเร็จสูงกว่า และมีอัตราตีบซ้ำน้อยกว่าการรักษาด้วยการใช้บอลลูน แต่เพียงอย่างเดียว และทั้งสองวิธีใช้การรักษาได้ผลดี และปลอดภัย โดยไม่มีผลแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นในระหว่างการทำ และขณะอยู่ในโรงพยาบาลสรุปข้อแนะนำเรื่องหลอดเลือดหวใจตีบในผู้สูงอายุเป็นอย่างไร
โดยสรุป โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรืออุดตันกะทันหันเป็นโรคที่ร้ายแรง ทำให้เสียชีวิต หรือทุพพลภาพได้ ตลอดจนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก ฉะนั้น การป้องกันจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยต้องตรวจหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ว่ามีหรือไม่ ถ้ามีต้องรีบควบคุมและรักษา และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เหตุ เช่น เลิกสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ควรมีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดอัตราการเสี่ยงของโรคนี้ลงอีกทางหนึ่ง แต่ถ้าป้องกันไม่ทันและเกิดมีอาการของโรคนี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกัน และแก้ไขอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้กรณีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จากการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องไปพบแพทย์ โดยด่วนภายใน 4-6 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ
ทำความรู้จักกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเกิดจากความผิดปกติในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่
ทารกยังอยู่ในครรภ์ของมารดา มีสาเหตุได้หลากหลาย เช่น
การติดเชื้อไวรัสในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน
หรืออาจเกิดจากการที่มารดาได้รับยา สารเสพติด หรือสารเคมีขณะตั้งครรภ์
นอกจากนั้นยังเกิดขึ้นได้กับทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซม เช่น
กลุ่มอาการดาวน์

ส่วนมากอาจสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ แต่มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถป้องกันได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา เนื่องจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์ยังไม่สามารถเข้าถึงหญิงตั้งครรภ์บางกลุ่มได้
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ
การวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
ต้องอาศัยประวัติ และอาการที่แสดงเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ภาพถ่ายรังสีทรวงอกและหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง การตรวจสวนหัวใจ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น การตรวจดังกล่าวจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคและสามารถให้การรักษาต่อไปได้
การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (ชนิดไม่เขียว)
เด็กกับภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว ดูดนมแล้วเหนื่อยต้องหยุดเป็นระยะๆ และใช้เวลาดูดนมนาน หรือดูดนมไม่หมด น้ำหนักตัวขึ้นช้าหรือตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เหงื่อออกมากบริเวณศีรษะ บวม เปป็นหวัดบ่อย ปอดอักเสบง่ายและหายช้า อาจพบร่วมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือในผู้ป่วยบางรายนั้นก็สามารถเกิดขึ้นในภายหลังได้ ต้องได้รับยาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องรวมถึงการรับประทานยา บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาบุตรหลานอย่าง จริงจัง
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย
นม ถ้าไม่สามารถให้นมแม่ได้อาจจะให้นมผสมที่มีเกลือต่ำ ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะหัวใจวายอาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณนมในแต่ละวัน
อาหารเสริม สามารถให้ได้แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มหรือการเติมน้ำปลา เกลือ หรือซีอิ๊วเพิ่ม
อายุมากกว่า 1 ปี ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และให้พลังงานสูง เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ นม และพืชผักต่างๆ
ส่วนมากอาจสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ แต่มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถป้องกันได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา เนื่องจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์ยังไม่สามารถเข้าถึงหญิงตั้งครรภ์บางกลุ่มได้
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ
- ชนิดเขียว หรือ มีออกซิเจนในเลือดต่ำเกิด จาก ความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด หรืออย่างใดอย่างอย่างหนึ่ง โดยความผิดปกตินั้นๆ ทำให้มีเลือดดำปนกับเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย (ปกติแล้วเลือดดำจะไม่ปะปนกับเลือดแดง) ทำให้เด็กอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน ผิวหนังจึงมีสีออกเขียวๆ ม่วงๆ ซึ่งจะเห็นชัดเจนขณะที่ร้องหรือดูดนม กลุ่มนี้มีความผิดปกติได้หลายแบบ และอาการค่อนข้างรุนแรง การเจริญเติบโตของเด็กกลุ่มนี้จะน้อยกว่าปกติมาก เพราะเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำกว่าปกติ
- ชนิดไม่เขียว หมายถึงผู้ที่มีความผิดปกติในโครงสร้างของระบบหลอดเลือดและหัวใจ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด โดยไม่มีการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดงกรณีเช่นนี้ไม่ทำให้เกิดอาการเขียว โดยความผิดปกติที่พบอาจเกิดที่ผนังกั้นหัวใจมีรูลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท (รั่ว) หรือเปิดไม่กว้างเท่าปกติ (ตีบ) หรือหลอดเลือดตีบเกินปกติ เป็นต้นสังเกตอาการและอาการแสดงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
- ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจพบแต่เสียงหัวใจผิดปกติโดยบังเอิญ ได้แก่ เสียงฟู่ของหัวใจ
- อาการหัวใจวาย จากการที่หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น อาจเกิดจากปริมาณเลือดเกิน หรือความดันในห้องหัวใจเพิ่มสูงผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานลดลง หรืออาจพบจากทั้งสองสาเหตุร่วมกัน อาการที่พบได้แก่ เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลัง ในเด็กเล็กมักดูดนมได้ครั้งละน้อยๆ หยุดพักบ่อย หายใจเร็ว น้ำหนักขึ้นช้า และตัวเล็กกว่าปกติ เป็นต้น
- เป็นลมหมดสติ ส่วนใหญ่อาการนี้พบในรายที่มีอาการตีบแคบอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงในส่วน ลิ้นหัวใจที่ไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายและสมองได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาออกกำลังกาย
การวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
ต้องอาศัยประวัติ และอาการที่แสดงเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ภาพถ่ายรังสีทรวงอกและหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง การตรวจสวนหัวใจ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น การตรวจดังกล่าวจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคและสามารถให้การรักษาต่อไปได้
การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (ชนิดไม่เขียว)
- รักษาด้วยยา เป็นไปเพื่อการประคับประคองอาการก่อน ใช้ในผู้ป่วยที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและอาจมีโอกาสหายได้เอง เช่น ภาวะผนังหัวใจห้องล่างรั่ว หรือในรายที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ก็ยังคงต้องได้รับยาเพื่อควบคุมอาการ รวมไปถึงการรับยาเพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปอดบวม เป็นต้น
- การสวนหัวใจ รักษาโดยการใส่อุปกรณ์ผ่านการสวนหัวใจได้ เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนหรือห้องล่างรั่ว ภาวะเส้นเลือดที่เชื่อมเส้นเลือดหัวใจไม่ปิด ในผู้ป่วยที่มีอาการตีบของลิ้นหัวใจหรือเส้นเลือด ก็อาจทำการบอลลูนเพื่อขยายลิ้นหัวใจและเส้นเลือดได้
- การผ่าตัด ทำในรายที่เป็นมาก รักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของหัวใจ ผลของการผ่าตัดส่วนใหญ่มักได้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการผ่าตัดยังขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติของ หัวใจ รวมทั้งสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
เด็กกับภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว ดูดนมแล้วเหนื่อยต้องหยุดเป็นระยะๆ และใช้เวลาดูดนมนาน หรือดูดนมไม่หมด น้ำหนักตัวขึ้นช้าหรือตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เหงื่อออกมากบริเวณศีรษะ บวม เปป็นหวัดบ่อย ปอดอักเสบง่ายและหายช้า อาจพบร่วมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือในผู้ป่วยบางรายนั้นก็สามารถเกิดขึ้นในภายหลังได้ ต้องได้รับยาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องรวมถึงการรับประทานยา บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาบุตรหลานอย่าง จริงจัง
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย
- ระมัดระวังในการใช้ยา เพราะผู้ป่วยโรคหัวใจอาจต้องได้รับยาหลาย ทั้งชนิด ขนาด และเวลาในการใช้ยา ไม่ควรลดหรือเพิ่มยาเอง ถ้ายาหมดก่อนเวลานัดหมายแพทย์ครั้งต่อไป ต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยาก่อน ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย ผู้ปกครองควรใส่ใจรายละเอียดของยา อีกทั้งยังต้องหมั่นสังเกตอาการและรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิด ปกติ
- ให้อาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความรุนแรงของโรค สำหรับเด็ก
นม ถ้าไม่สามารถให้นมแม่ได้อาจจะให้นมผสมที่มีเกลือต่ำ ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะหัวใจวายอาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณนมในแต่ละวัน
อาหารเสริม สามารถให้ได้แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มหรือการเติมน้ำปลา เกลือ หรือซีอิ๊วเพิ่ม
อายุมากกว่า 1 ปี ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และให้พลังงานสูง เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ นม และพืชผักต่างๆ
- การได้รับภูมิคุ้มกัน สามารถให้ได้เหมือนเด็กปกติ และควรได้รับวัคซีนเสริมบางชนิด เช่น วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และนิวโมคอคคัลคอนจูเกต
- หมั่นดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ควรให้ผู้ป่วยดูดน้ำตามหลังดูดนมและไม่ควรให้ขวดนมที่เด็กดูดในขณะนอน ควรหัดให้เด็กเลิกดูดนมหลังมีอายุ 1 ปีครึ่ง เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะฟันผุ
- หมั่นพบทันตแพทย์เพื่อตรวจรักษาฟันทุก 6 เดือน และต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ เพราะอาจต้องได้รับยาป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ
- งดการออกกำลังกายที่หักโหม โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะจำกัดการออกกำลังกายที่หักโหมเฉพาะในรายที่มีอาการ โดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการ ก็จะไม่จำกัดการออกกกำลัง ให้เล่นได้เหมือนปกติ แต่ไม่สมควรให้ผู้ป่วยเป็นนักกีฬา
- ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ เด็กที่เป็นโรคหัวใจจะมีแนวโน้มติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กปกติ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงบุคคลที่กำลังป่วยหรือมีอาการหวัด ไอ มีน้ำมูก และควรหลีกเลี่ยงการพาผู้ป่วยไปในที่ชุมชนเพื่อลดดอกาสการติดเชื้อ
- ควรพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง นอกจากนี้แล้ว หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ อาทิ เหนื่อยหรือหนังตาบวมมากขึ้น นอนราบไม่ได้ หรือปัสสาวะออกน้อย ก็ต้องรีบมาพบแพทย์โรคหัวใจโดยทันทีเช่นกัน
- ดูแลลูกรักเรื่องการขับถ่าย ควรฝึกให้เด็กขับถ่ายให้เป็นเวลาจนติดเป็นนิสัย อย่าให้ท้องผูกเพราะการเบ่งถ่ายทำให้เด็กเหนื่อยง่าย อาจทำให้ขาดออกซิเจนเฉียบพลันได้ ควรเพิ่มอาหารที่มีเส้นใยต่างๆ เช่น ผักและผลไม้ รวมไปถึงเครื่องดื่ม เช่น น้ำส้ม น้ำลูกพรุน น้ำมะขาม เป็นต้น
Subscribe to:
Comments (Atom)





